ยินดีต้อนรับสู่สำนักงานเทศบาลตำบล บางบ่อ " มุ่งมั่น ซื่อสัตย์ รับใช้ประชาชน"  
 


ข้อมูลทั่วไป
  ข้อมูลทั่วไปสำนักเทศบาล
  ข้อมูลชุมชน
  ประกาศเทศบาล
  แผนที่เขตเทศบาล
  OTOPในเขตพื้นที่เทศบาล
  ของดีบางบ่อ
  ประเพณีท้องถิ่น
  ประมวลภาพเทศบาล
  สถานที่สำคัญ
บุคลากร
  โครงสร้างเทศบาล
  คณะผู้บริหาร
  สมาชิกสภาเทศบาล
  หัวหน้าส่วนราชการ
  สำนักปลัดเทศบาล
  กองวิชาการและแผนงาน
  กองคลัง
  กองช่าง
  กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
  กองการศึกษา
ข้อมูลสำหรับประชาชน
  สำนักปลัดเทศบาล
  กองวิชาการและแผนงาน
  กองคลัง
  กองช่าง
  กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
  กองการศึกษา
ลิงค์ประชาชนบางบ่อ
  แบบสอบถาม
  รับเรื่องราวร้องทุกข์
กฎหมายและระเบียบต่างๆ
  คำสั่งเทศบาล
การดำเนินงานของเทศบาล
 
 
 
 
 
 
 
 รายรับรายจ่าย
 

ตรวจสอบอีเมล์
ผู้ใช้ :
รหัส :
หนังสือพิมพ์         
สถานีโทรทัศน์                    

ลิงค์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กระทรวงต่างๆ
จังหวัดทั่วไทย
เว็บช่วยค้นหา
เว็บเพื่อนบ้าน


สำหรับผู้ที่ยังไม่มี program Acrobat
Download Program



 
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ตำบลคนไทยดอทคอม
 

 
     
 
 
ประวัติงานลอยกระทง/ประเพณีวันสงกรานต์/งานนมัสการหลวงพ่อปานและแข่งเรือพายประจำปี
 
ประวัติงานลอยกระทง
ลักษณะวรรณคดีสมัยสุโขทัย
      วรรณคดีไทยซึ่งเก่าแก่ที่สุดและบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้เป็นหลักฐานปรากฏมาจนทุกวันนี้มีแค่สมัย สุโขทัยลงมา ทั้งนี้อาจเป็นเพราะอักษรไทยเพิ่งเกิดในรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งกรุงสุโขทัยและการเขียนหนังสือในครั้งนั้นใช้กระดาษข่อย
หรือใบลานจึงสูญหายไปได้ง่าย วรรณคดีเป็นวรรณคดีประยุกต์ มิได้มุ่งหมายให้ความบันเทิงโดยตรงและแต่งด้วยร้อยแก้วเป็นใหญ่ถ้อยคำ ที่ใช้นอกจากคำไทยโบราณแล้ว ยังมีคำบาลี สันสกฤตและเขมรปะปนอยู่ด้วย วรรณคดีสำคัญในสมัยสุโขทัย
๑. ลายสือไท
๒. ศิลาจารึกหลักที่ ๑
๓. สุภาษิตพระร่วง (บัญญัติพระร่วง)
๔.ไตรภูมิพระร่วง
๕. ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์
 

 
๑.ลายสือไท
ลักษณะลายเสือไทของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
การที่พ่อขุนรามคำแห่งมหาราชทรงประดิษฐ์อักษรไทยหรือลายสือไทขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๑๘๒๖ นั้น ผู้ให้ความ เห็นเกี่ยวกับต้นเค้าที่พ่อขุนรามคำแหงฯทรงได้มาในทรรศนะต่างกันไป ยอร์ช เซเดส์ นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสให้ข้อ คิดว่า ทรงดัดแปลงมาจากอักษรขอมหวัดและอักษรไทยเดิมถ้าพิจารณาโดยการเทียบอีกษรของพ่อขุนรามคำแหงฯ มีลักษณะที่สำคัญและรูปเค้าคล้ายอักษรมอญโบราณมากที่สุด ตัวอักษรทุกตัวของพ่อขุนรามคำแหงฯ วางไว้ในบรรทัดเดียวกัน รูปวรรณยุกต์ของของพ่อขุนรามคำแหงฯ มี ๒รูป ไม้เอก และไม้โท และคงแก่เสียงภาษาไทยในเวลานั้น การเปลี่ยนรูปอักษรของ่อขุนรามคำแหงมหาราช ประมาณ พ.ศ.๑๙๐๐ รัชกาลพญาลิไท การเขียนอักษรเปลี่ยนแปลงหลายประการ เช่นรูปพยัญชนะและสระ เปลี่ยนไป การเขียนคำ สระจะอยู่ข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง ล่างบ้างและยังใช้ไม่หันอากาศแทนตัวสะกด ลักษณะ อักษรและอักขรวิธีสมัยพญาลิไทได้มีการเปลี่ยนแปลงต่อมาจนยุติลงมาใรสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชใช้กันสืบ มาจนทุกวันนี้
 

 
๒.ศิลาจารึกหลักที่ ๑
ผู้แต่ง ศิลาจารึกหลักที่๑ หรือศืลาจารึกพ่อขุนรามฯสันนิษฐานว่าพ่อขุนรามคำแหงฯ ทรงแต่งเองโดยเฉพาะตอนต้น ซึ่งเป็นเรื่องเล่าพระราชประวัติของพระองค์ ใช้คำว่า "กู"ตลอดตอนต่อไป อาจมีพระราชดำรัสสั่งให้แต่งขึ้นและ จารึกไว้ เนื่องจากตอนนี้ไม่ใช้คำว่า " กู"เลยเปลี่ยนใช้คำว่า "พ่อขุนรามคำแหง" พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นกษัตริย์องค์ที่ ๓ แห่งกรุงสุโขทัย เสวยราชสมบัติ พ.ศ.๑๘๒๒ เป็นพระราช โอรสของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์กับพระนางเสืองพระนานเดิมของพระองค์ไม่ปรากฏในส่วนพระนามรามคำแหงนั้น พระราชธิดาพระราชทานเมื่อพระชนมายุได้ ๑๙ พรรษา ภายหลัวทรงกระทำยุทธหัตถีชนะขุนสามชน เมื่อพระองค์ ได้รับพระราชสมบัติจากพ่อขุนบานเมืองเป็นพระเชษฐา ได้ทรงทะนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองในด้านต่าง ๆ เช่น การปกครอง กฎหมาย การเพาะปลูก การค้าขาย การศึกษา พุทธศาสนา สถาปัตยกรรมและการขยายอาณา เขต ดังปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกหลักที่๑ ของพระองค์
ประวัติ สันนิษฐานว่าศิลาจารึกหลักที่ ๑ จารึกขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.๑๘๓๕เป็นปีที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราช รับสั่งให้สร้างพระแท่นที่นั่งมนังศิลาและจารึกหลักอื่น ๆ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรง พระอิสริยยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฏและผนวชอยู่วัดราชาธิวาส ในรัชกาลที่ ๓ทรงนำศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหมหาราช
จากพระราชวังเก่ากรุงสุโขทัยมากรุงเทพฯ พร้อมกับพระแท่นนมังศิลา เมื่อพ.ศ.๒๓๗๖พระบาทสมเด็จพระจอมเ- กล้าเจ้าอยู่หัวทรงอ่านศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นอันดับแรกต่อมาปรากฏว่า เซอร์ จอห์น เบาริง ชาวอังกฤษได้พิมพ์ตัวอย่างศิลาจารึกนั้น พร้อมทั้งลายพระหัตถ์คำแปลต่อมาพระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นภาษาอังกฤษ บัสเตียนชาวเยอรมันได้พิมพ์คำแปลศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นภาษาอังกฤษเผยแพร่แห่งกรุงเบอร์ลิน เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๘ หลังจากศาสตราจารย์บรัดเลย์บุตรชายหมอบรัดเลย์ ชาวอเมริกัน ได้ศึกษาเพิ่มเติมและได้นำไปปาฐกถา ปรากฏอยู่ในหมายเหตุของสยามสมาคม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ หลังจากนั้น ยอร์ด เซเดย์ ขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นบรรณารักษ์ใหญ่หอพระสมุดวชิรญาณ ได้ตรวจสอบจารึก พ่อขุนรามคำแหงมหาราชนี้ และทำคำอ่าน และเเปลเป็นภาษาฝรั่งเศสไว้อย่างครบถ้วน ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง มหาราชนี้ หอพระสมุดวชิรญาณจัดพิมพ์เป็นภาษาไทยครั้งแรกตามคำอ่านของ ยอร์ด เซเดย์ รวมอยู่ในประชุม จารึกภาคที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ ต่อมา ศาสตราจารย์ฉ่ำ ทองคำวรรณ ได้แก้ไขเพิ่มเติมคำอ่านเดิมบางคำ ใน พ.ศ.๒๕๒๑ คณะกรรมการพิจารณา และ จัดพิมพ์เอกสารประวัติศาสตร์ ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยศาสตราจารย์ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ผู้ศาสตราจารย์อุไรศรี วรศะริน นายตรี อมาตกุล นายทองสืบ ศุภมารค นายเฉลียว จันทร์ทรัพย์ และนายประสาน บุญประคอง อ่านและตรวจตราสอบจารึกพ่อขุนรามคำแหง มหาราช พร้อมทั้งจารึกสุโขทัยทั้งหมดประชุมจารึกภาคที่ 1 และได้จัดพิมพ์เป็นภาษาไทยที่สมบูรณ์ครั้งที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชไว้ที่วัดราชาธิวาสเป็นครั้งแรก ต่อมาไป อยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หอสมุดวชิรญาณเดิมและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงเทพมหานคร ในปัจจุบันจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ประดิษฐานอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช สูงประมาณ ๑ เมตร ๑๐ เซนติเมตร มีคำจารึก ๔ ด้าน กล่าวคือ
ด้านที่ ๑
      ตอนที่ ๑ กล่าวถึงพระราชประวัติว่า ทรงเป็นพระราชโอรสของพ่อขุนศรีอินทรทิตย์และพระนางเสือง เมื่อ พระชนมายุได้ ๑๙ พรรษาทรงชนช้างชนะขุนสามชนเมืองฉอดซึ่งมาตีเมืองตากพระราชบิดาจึงพระราชทานว่า พระรามคำแหง ในรัชกาลของพระราชบิดา และรัชกาลพ่อขุนบานเมืองซึ่งพระเชษฐา พ่อขุนรามคำแหงมหาราชมี ส่วนช่วยทำนุบำรุงบ้านเมือง เมื่อสิ้นพ่อขุนบานเมืองแล้วพระองค์ได้ทรงสืบราชสมบัติมา
      ตอนที่ ๒ กล่าวถึงความเจริญรุ่งเรืองและความสมบูรณ์ของกรุงสุโขทัยว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าว การค้าเป็น อย่างเสรี ทรัพย์สมบัติผู้ตายตกเป็นมรดกทายาท การตัดสินความเป็นอย่างเที่ยงธรรม พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงพระเมตตากรุณาแก่ผู้พึงบารมี แม้แต่เชลยข้าศึกก็ไม่ทรงลงโทษ และรับสั่งให้แขวนกระดิ่งหรับราษฎรร้องฏีกา
ด้านที่ ๒
      ความต่อเนื่องมาจากด้านที่ ๑ คือพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงพิจารณาฏีกา ร้องทุกข์ของราษฎร มีการสร้าง ป่าผลไม้และใบไม้ มีบ่อน้ำ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช และไพร่ฟ้าประชาชนเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา บำเพ็ญ ศาสนกิจในวันสำคัญทรงพระพุทธศาสนา มีวิหารและพระรูปขนาดใหญ่ขนาดกลาง งดงาม มีพรพะเถระผู้ใหญ่
ด้านที่ ๓
      กล่าวถึงการปลูกไม้ตาล และสกัดพระแท่นมนังศิลาในดงตาล สำหรับพระสงฆ์นั่งแสดงพระธรรมเทศนาในวันพระ ในวันธรรมดาพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประทับว่าราชกาล
ด้านที่๔
      กล่าวถึงการก่อพระเจดีย์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ การปะดิษฐ์อักษรไทยเมื่อมหาศักราช๑๒๐๕(พ.ศ.๑๘๒๖) ราษฎรมีความแข้มแข็งกล้าหาญเป็นที่เกรงขามแก่ข้าศึกอาณาเขตกรุงสุโขทัยกว้างขวางทั้งสี่ทิศ ทิศตะวันออกจด สระหลวง(เมืองเก่าอยู่เหนือติดกับพิษณุโลก)สองแคว(พิษณุโลก)ลุมบาจาย สคา(น่าจะเป็นเมืองลุ่มแม้น้ำป่าสัก) เวียงจันทร์ เวียงคำ ทิศใต้จดกับคนที (บ้านโคน อ.เมือง จ.กำแพงเพชร) พระบาง(นครสวรรค์) แพรก (อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท) สุพรรณภูมิ (เมืองเก่าสุพรรบุรี)ราชบุรี เพชรบุรี นครศรีธรรมราช ฝั่งมหาสมุทร ทิศตะวันตกจดเมือฉอด หงสาวดี ทิศเหนือจดเมืองแพล(แพร่)เมืองม่าน(น่าน)เมืองพลัว (อ.ปัว จ.น่าน) ชวา (หลาวพระบาง)
ตัวอย่างข้อความบางตอน
๑.ในน้ำมีปลาในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่อาจกอบในไพร่ ลูท่างเพื่อนจูงวัวไปค่ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจัดใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใครค้าเงือน(เงิน)ค้าทองค้า
๒.ป้าพร้าวก็หลายในเมืองนี้ ป่าลาง (มะพร้าวชนิดหนึ่ง ภาษาใหญ่ หมายถึง ขนุน)ก็หลายในเมืองนี้ หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้
๓.คนในเมืองสุโขทัยนี้มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน
๔.ใครจักมักเล่นเล่น ใครจักมักหัวหัว ใครจักมักร้องเพลงร้อง
๕.แต่คนในเมืองไทย ด้วยรู้ด้วยหลวก ด้วยแกล้วด้วยหาญ ด้วนแคะด้วยแรง หาคนจักเสมอมิได้
อาจปราบฝูงข้าศึก มีเมืองกว้างช้างหลาย
 
พระราชจริยวัตรของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
      ทรงมีความกล้าหาญเข้มแข็ง ทรงชนช้างชนะขุมสามชน มีความเคารพจงรักภักดีต่อพระราชบิดา พระราชมารดา พระเชษฐา
๑.พ่อกูไปรบขุนสามชนหัวซ้าง ขุนสามชนขับมาหัวขวา ขุนสามชนเกลื่อนเข้า ไพร่ฟ้าหน้าใสพ่อกูหนีญญ่ายพ่าย จเจ้น กูบ่หนี กูขี่ช้างเบกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยสามขุม
๒.เมื่อชั่วพ่อกู กูบำเรญแก่พ่อกู ก็ได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอาแก่พ่อกู กูได้หมากสม หมากหวานอันใด กินอร่อย
กินดี กูเอามาแก่พ่อกู พ่อกูตายยังพี่กู ก็บำเรอแก่พี่กูดั่งบำเรอแก่พ่อกู พี่กูตายจึงำด้เมืองแก่กูทั้งกลม
 
การปกครองแบบพ่อปกครองลูก ราษฎรถวายฏีกาโดยสั่นกระดิ่ง
      ในปากประตูมีกระดิ่งอันหนึ่ง แขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปก(ประชาชนที่ทุกข์ร้อน)กลางบ้านเมืองมีถ้อยความ เจ็บท้องข้องใจ มักจักกล่าวเถืงขุนบ่ไร้ไปลั้นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเจ้าเมืองได้ยินเรี่ยก เมื่อถามสวนความแก่มันด้วนความเชื่อ ไพร่ในสุโขทัยนี้จึงมัความจึ่งชม
 
การสร้างพระแท่นมนังศิลา
      พระสงฆ์ใช้เป็นที่แสดงพระธรรมเทศนาในวันพระ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประชุมปรึกษาราชการในวันธรรมดา ๑๒๑๔ ศก ปีมะโรง พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเจ้าเมืองแห่งศรีสัชชนาลัยสุโขทัยนี้ ปลูกไม้ตาลนี้ได้สิลสี่ช้าวจึ่งให้ ช่างฟันขดานหิน ตั้งหว่างกลางไม้ตาลนี้ วันเดือนโอกแปดวัน วันเดือนเต็มบ้างแปดวันบ้างฝูฃ(ปู)ครู มหาเถรขึ้น นั่งเหนือดาลหินสูงธรรมอุบาสก ฝูงท่วยจำศีล มิใช่วัดสูงธรรม พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเจ้าเมืองศรีสัชชนาลัย
สุโขทัย ขึ้นนั่งเหนือดานหิน ให้ฝูงท่วยลูกขุน ฝูงท่วยถือเมือง
 
การประดิษฐ์ตัวอักษรไทย ทรงประดิษฐ์อักษรไทย เมื่อ พ.ศ.๑๘๒๖
      เมื่อก่อนลายสือไทนี้บ่มี ๑๒๐๕ ศก ปีมะแมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช หาใครใจในใจแลใส่สือไทนี้ลายสือไทน ี้จึงมีเพื่อขุนนั้นใส่ไว้
ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชมีค่าทางอักษรศาสตร์อย่างมาก ทำให้ทราบลักษณะภาษาไทยสมัยพ่อขุนราม คำแหงมหาราชว่า ส่วนมากเป็นคำแท้ มีคำภาษาอื่นปะปนอยู่บ้าง เช่น ภาษาสันสกฤต บาลี และเขมร นิยมใช้คำ คล้องจองกัน บางตอนใช้โครงสร้างประโยคที่ซ้ำกัน ส่วนใหญ่เป็นประโยคสั้น ๆ หมดจด ไม่นิยมใช้คำเชือมคำต่อ นอกจากศิลาจารึกยังให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น การกล่าวกึงพระราชประวัติ และ พระราชจริยวัตรของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในด้านนิสัยใจคอ การทำมาหากิน การศึกษา การนับถือศาสนา ความเชื่อถือและการละเล่นรื่นเริง ในส่วนของบ้านเมือง ให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย การปกครองแบบพ่อปกครองลูก ศิลปกรรม การประดิษฐ์อักษรไทย ความอุดมสมบูรณ์และอาณาเขตของบ้านเมือง
 

 
๓.สุภาษิตพระร่วง(บัญญัติพระร่วง)
ผู้แต่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสันนิษฐานว่า สุภาษิตพระร่วงรวบรวมขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
สุภาษิตพระร่วงน่าจะเป็นของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เพราะในสมัยนั้นไทยเพิ่งพ้นจากอำนาจของ ขอม จำเป็นต้องมีการปรับปรุงบ้านเมืองให้เจริญยิ่งกว่าขอม ๆ ทาง ทั้งในด้านจิตใจและความประพฤติ เมื่อพิจารณาถึงถ้อยคำและลักษณะและคำประพันธ์ที่ใช้ พอสรูปได้ว่า เดิมคงจะเป็นของพระร่วงสมัยสุโขทัย แต่ได้มีการจดจำและแต่งเพิ่มเติมคลาดเคลื่อนไปจากเดิม สุภาษิตพระร่วงมีชื่ออีกอีกอย่างหนึ่งว่าบัญญัติพระร่วง ปรากฏหลักฐานเก่าแก่ที่สุด คือ จารึกอยู่ที่ฝาผนังด้านหน้า พระมหาเจดีย์องค์เหนือแห่งวัดพระเชตุพลฯ ในรัชกาลที่ ๓ ห่งกรุงรัตนโกสินทร์และพิมพ์ครั้งแรกในประชุมจารึก วัดพระเชตุพนฯ ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณรวบรวม ทำนองแต่ง ตอนต้นแต่งด้วยร่ายสุภาพ จบแบบโคลงสองสุภาพ ตอนท้ายเป็นโคลงกระทู้หนึ่งบท
ความมุ่งหมาย เพื่อสั่งสอนประชาชน
เรื่องย่อ เริ่มต้นกล่าวถึงพระร่วงเจ้าพระเจ้ากรุงสุโขทัย ทรงมุ่งประโยชน์ในกาลภายหน้า จึงทรงบัญญัติสุภาษิต สำหรับสอนประชาชนขึ้นไว้ สุภาษิตบทแรก คือ " เมื่อน้อยให้เรียนวิชา ให้หาสินมาเมื่อใหญ่"สุภาษิตทั้งหมด ๑๕๘ บท จบลงด้วยโคลงกระทู้
บัณ เจินจำแนกแจ้ง พิสดาร ความเอย
ฑิต ยุบลบรรหาร เหตุไว้
พระ ปิ่นนัคราสถาน อุดรสุข ไทยนา
ร่วง ราชนามนี้ได้ ล่าวถ้อยคำสอน
ตัวอย่างข้อความบางตอน
ปางสมเด็จพระร่วงเจ้า เผ้าแผ่นภพศุโขไทย
มลักเห็นในอนาคต เหตุไว้
เป็นอนุสาศนกถา สอนคณานรชน
ทั่วธราราดพึงเพียร เรียนอรุงผดุงอาศม์
อย่าเคลื่อนคลาศถ้อย เมื่อน้อยให้เรียนวิชา
ให้หาสินเมื่อใหญ่ อย่าใฝ่เอาทรัพย์ท่าน
อย่าริะร่านแก่ความ ประพฤทธตามบูรรพ์รบอบ
อย่าอวดหาญแก่เพื่อน เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า
หน้าศึกอย่านอนใน ไปเรือนท่านอย่าน่งงนาน
การเรียนตนเร่งคิด อย่านงชิดผู้ใหญ่
อย่าใฝ่สูงให้พ้นศักดิ์ ที่รักอย่าดูถูก
ปลูกไม้ตรีออย่ารู้ร้าง สร้างกุศลอย่ารู้โรย
อย่าโดยคำคนพลอด เข็นเรือทอดทางถนล
เปนคนอย่าทำใหญ่ ข้าคนไพร่อย่าไฟฟุน
คบขุนนางอย่าโหด โทษตนผิดรำพึง
อย่าคนึงถึงโทษท่าน หว่านพืชน์จักเอาผล
เลี้ยงคนจักกินแรง อย่าขัดแย้งผู้ใหญ่
น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ ที่ซุ้มเสือจงประหยัด
เร่งรมัตฟืนไฟ ตนเป็นคนไทยอย่าคบทาษ
ผู้เถ้าสั่งจงจำความ ที่ขวากหนามอย่าเสียเกือก
ทำรั้วเรือกไว้กันตน ตนรักอย่าวางใจ
ที่มีไภยพึงหลีก ปลีกตนไปโดยด่วน
ได้ส่วนอย่ามักมาก อย่ามีปากกว่าคน
รักตนกว่ารักทรัพย์ อย่าได้รับของเข็น
เหนงามตาอย่าปอง ของฝากท่านอย่ารับ
ที่ทับจงมีไฟ ที่ไปจงมีเพื่อน
ทางแถวเถื่อนไคลคลา ครูบาสอนอย่าโกรธ
โทษตนผิดพึงรู้ สู้เสียสินอย่าเสียศักดิ์
ภักดีอย่าด่วนเคียด อย่าเบียดเสียดแก่มิตร
ที่ผิดช่วยเตือน ที่ชอบช่วยยกยอ
อย่าขอของรักมิตร ชอบชิดมักจาง
สุภาษิตพระร่างเป็นคติโลกและคติธรรม ใช้ถ้อยคำคล้องจองกัน สำนวนกระทัดรัด จึงมีผู้จดจำไว้ได้มาก และ นำไปดัดแปลงแทรกในวรรณคดีเรื่องอื่น เช่น ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกตอนพระนางมัทรีตรัสสอนและชาลี และพระกัณหา ว่า "อย่าใฝ่สูงให้เกินศักดิ์"ตอนชูชกกล่าวแก่เจตบุตรว่า "เราคิดว่าจะอาสาเจ้าจนตัวตายตาม สุภาษิต" และตอน ระเวสสันดรแสร้งต่อว่าพระนางมัทรีว่า "เข้าเถื่อนเจ้าลืมพร้า"ในเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม กล่าวถึงวิชาที่พลายงามต้องศึกษาเพิ่มเติมเมื่ออยู่กับเจ้าหมื่นศรีเสาวลักษณ์ว่ามี "สุภาษิตบัณฑิตพระร่วง" สุภาษิตพระร่วงแสดงถึงชีวิตค่านิยมเชิงสังคมของคนไทยหลายแง่มุม เช่น ยกย่องความสำคัญของการศึกษา รักอิสระเสรี รังเกียจความเป็นทาส รักความสงบ แต่ก็พร้อมที่จะต่อสู้กับศัตรูที่มารุกรานมีความจงรักภัดีเทิดทูน พระมหากษัตริย์กว่าชีวิต แบ่งชั้นบุคคลตามหน้าที่และความรับผิดชอบทางสังคมมีกิริยามารยาทเรียบร้อย สุภาพ อ่อนน้อม ยกย่องความสัตย์สุจริต ดีต่อมิตร และรักศักดิ์ศรี เป็นต้น

 
๔.ไตรภูมิพระร่วง
ผู้แต่ง พระมหาธรรมราชาที่ ๑ หรือพญาลิไททรงพระนิพนธ์ไตรภูมิพระร่วง ด้งข้อความในบ้านแผนกของหนังสือ ว่า "เจ้าพระญาแลไทยผู้เป็นลูกแห่งเจ้าพญาลิไทยผู้เสวยราชสมบัติในเมืองศรีสัชชนาลัยและสุกโขทัย และ เจ้าพญาลิไทย นี้ ธ เป็นหลานเจ้าพระญารามราช ผู้เป็นสุริยวงค์และเจ้าพระญาแลไทยได้เสวยราชสมบัติในเมือง ศรีสัชชนาลัยได้ ๖ เข้าจึงได้ไตรภูมิ ไตรภูมิพระร่าง เดิมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เตภูมิกถา หรือ ไตรภูมิกถา ซึ่งต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอ กรมพระยาดำรงชารานุภาพทรงเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า ไตรภูมิพระร่วง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย และเพื่อให้คู่กับสุภาษิตพระร่วง ทำนองแต่ง เป็นความเรียงร้อยแก้ว
ความมุ่งหมาย เพื่อทรงแสดงธรรมโปรดพระราชมารดาและสั่งสอนประชาชน
เรื่องย่อ เริ่มต้นเป็นบานแผนกบอกวัน เดือน ปีที่แต่ง หลักฐานประกอบการเรียบเรียงว่าได้มาจากคัมภีร์ทาง พุทธศาสนาถึง ๓๐ คัมภีร์ตลอดจนสำนักเรียนของผู้แต่ง และบอกความมุ่งหมายที่แต่งว่า เพื่อเจริญพระอภิธรรม เทศนาโปรดพระราชมารดา และสั่งสอนประชาชนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษตั้งอยู่ในคุณงามความดี เนื้อเรื่องเป็น การอธิบายภูมิทั้ง ๓ คือ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ -กามภูมิ แบ่งออกเป็น ๑๑ ประเภทคือ ทุติยภูมิ หรืออบายภูมิ ๔ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์ดิรัจฉาน สุคติภูมิ คือ มนุสสภูมิ ๑ สวรรค์ ๖ ได้แก่ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามะ ดุสิต นิมมารติ และ ปรมนิมมิตวสัตตี -รูปภูมิแบ่งเป็นชั้นพรหมต่างๆ ๑๖ ชั้น ตามภูมิธรรมดังนี้
ปฐมฌาน ๓ ชั้น คือ พรหมปาริชชัสชา พระหมปุโรหิตา มหาพรหมา ทุติยฌาณ ๓ ชั้น คือ ปริตาภา อัปมานภา อาภัสรา
ตติยฌาน ๓ ชั้น คือ อัปปมานามภา สุภกิณหา
จตุตตถฌาณ ๗ ชั้น คือ เวหัปผลา อสัญญีสัตตา อวิหา อตัปปา สุทัสสา
สุทัสสี อกนิฏฐา ตั้งแต่อวิหา จนถึง อกนิฏฐา มีชื่อว่าสุทาวาส
-อรูปภูมิ แบ่งเป็น ๔ ชั้น คือ อาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญกัญจายตนะ เนวสัญญานา
สัญยตนะ ตอนต่อไปได้กล่าวกถึงการกำเนิด และสภาพความเป็นไปแห่งหมู่ภูมินั้น ๆ อย่างละเอียดลออ
 
ตัวอย่างข้อความบางตอน
สิมพลีนรก
นรกบ่าวถัดนั้นคำรบ ๑๕ ชื่อ โลหสิมพลีนรก ฝูงคนอันทำชู้ด้วยเมียท่านก็ดีแลผู้อันมีผัวแล้แลทำชู้จากผัวก็ดี คนฝูงนั้นตายไปเกิดในนรกนั้น ๆ มีปาไม้งิ้วปา ๑ หลายต้นนัก แลต้นสูงได้แลโยชน์แลหนามงิ้วนั้นเทียรย่อม เหล็กแดงเป็นเปลลุกอยู่ แลหนามงิ้วนั้นยาวได้ ๑๖นิ้ว มือเป็นเปลวไฟลุกอยู่บ่ห่อนจะรู้ดับสักคาบแล ในนรกนั้น เทียรย่อมฝูงหญิงฝูงชายหลายแลคนฝูงนั้น เขาได้รักใคร่กันดังกล่าว,มาดุจก่อนนั้นแล ลางคาบผู้หญิงอยู่บน ปลายงิ้ว ผู้ชายอยู่ภายต่ำ ฝูงยมบาลเขาก็เอาหอกดาบหลาวแหลมอันคมเทียรย่อมเหล็กแดงแทงตีนผู้ชายนั้น จำให้ขึ้นไปหาผู้หญิง ชู้ของสูอยู่บนปลายงิ้วโพ้นเร็วอย่าอยู่ แลฝูงผู้ชายทนเจ็บบ่มิได้จึงปีนขึ้นไปบนต้นงิ้วนั้น ครั้นว่าขึ้นไปไส้หนาวงิ้วนั้นบาดทั่วตนเขาขาดทุกแห่งแล้วเป็นเปลวไปไหม้ตัวเขา ๆ เจ็บปวดหนักหนาดังใจเขาจะขาด แลเขากลัวฝูงยมบาลหมู่ ๑ แทงตีนผู้หญิงไปหาผู้ชาย ผู้เป็นผู้อยู่บนยอดงิ้วนั้นเล่าแลว่าเมื่อเขาลงหากันอยู่ฉันนั้น เขาบมิได้พบกัน ยมบาลขับผู้หญิงผู้ชายจำให้ขึ้นลงหากัน ดังนั้นผลายคาบหลายคราลำบากหนักแลฯ
เปรตบางจำพวก
เปรตบางจำพวก ๑ มีตนใหญ่สูงเพียงลำตาล แลมีผมนั้นหยาบนัก แลตัวนั้นเหม็นหนักหนาหาที่จะดีบมิได้สักแห่ง เขานั้นอดอยากเผ็ดเร็ดไร้หนา แม้นว่าข้าวเมล็ด ๑ ก็ดี น้ำหยด ๑ ก็ดี ก็มิได้เข้าลงท้องเลยสักน้อย แลเปรตฝูงนี้เมื่อกำเนิดก่อน เขานี้ตระหนี่นักแล เขาบมิมักกระทำบุญให้ทานเลย เขาเห็นท่านทำทานให้บุญไส้ มันย่อมห้ามปรามเสียมิให้ท่านทำบุญให้ทานได้ ด้วยบาปกรรมอันตนตระหนี่แลมิมักทำบุญให้ทานดังนั้น เขาได้ไปเป็นเปรตแลอดยากหนักหนา อาหารจะหากินไส้ก็หาบมิได้สักอันนั้นเพราะบาปกรรมเขาอันได้กระทำบมิดีนั้นแลฯ เปรตจำพวก ๑ ไส้เขาเทียรย่อมเอาสองมือกอบเอาข้าวลีบปนข้าวดี แล้วเอาไปลวงขายแก่ท่านฯ และด้วยบาปกรรมเขาดังนี้เขาจึงเอามือกอบข้าวลีบเป็นไฟนั้นอันลุกเป็นไฟนั้นมาใส่บนหัวตนเองอยู่ทุกเมื่อไส้ เปรตจำพวกนี้เมื่อกำเนิดเขากระทำจึงทนทุก ๆ เมื่อดังนี้แลฯเปรตจำพวก ๑ เขาย่อมเอาค้อนเหล็กอันแดงตีหัวเขาเองอยู่ทุกเมื่อมิวายไส้ แลเปรตจำพวกนี้เมื่อกำเนิดเขาปแต่ก่อนไส้ เขาได้ตีหัวพ่อแม่แห่งเขาด้วยมือก็ดี ด้วยไม้ก็ดี ด้วยเชือกก็ดีด้วยบาปกรรมเขาอันได้ตีหัวพ่อแม่เขานั้น เขาก็เอาค้อนเหล็กแดงตีหัวเขาเองอยู่ทุกเมื่อเพท่อบาปกรรมเขาทำเองนั้นแล
ช้างเอราวัณ
องค์พระอินทร์นั้นสูงได้ ๖,๐๐๐ วา แลประดับนิ์ด้วยแก้วถนิมอาภรณ์ทั้งหลายแลธนั่งเหนือแท่นแก้วนั้นหัวช้าง ได้ ๓๓ หัวไส้ พระอินทร์ ธ ให้เทพยาดาทั้งหลายขี่ ๓๒ หัวนั้น มีบุญเพียงประดุจพระอินทร์ไส้ ฯ อันว่าหัว ช้างทั้ง ๓๓ หัว แลหัว ๆ มีงา ๗ ดอก ๆ แลอันนั้นมีกลีบ ๗ กลีบ ๆ แลอัน ๆ นั้นมีนางฟ้ายืนรำระบำบรรพต แล ๗ คนนางแลคน ๆนั้นมีสาวใช้ได้ ๗ คนโสดช้าง ๓๓ หัวนั้นได้๒๓๑ งา สระนั้น ๑,๑๖๑๗ สระ แล กอบัวในสระนั้นได้ ๗๙,๒๓๓ ดอกแลกกลีบดอกบัวนั้นไส้ได้ ๕๕๔,๖๓๑ กลีบ แลนางฟ้าเต้นระบำนั้นได้ ๓,๘๘๒,๔๑๗ นาง แลสาวใช้นางระบำนั้นได้ ๒๗,๑๗๖,๙๑๙ คนแลมีอยู่ในงาช้างไอยราวรรณ์นั้น แลมี สถานที่ ๑ แห่ง โดยกว้างได้ ๕๐ โยชน์ เป็นที่อยู่แห่งฝูงนางระบำแลบริวารของนางทั้งหลายนั้นด้วยฯ ไตรภูมิกถานับว่าเป็นวรรณคดีเรื่องแรกที่เรียบเรียงตามหลักการค้นคว้าโดยใช้หลักฐานประกอบถึง ๓๐ คัมภีร์ บอกผู้แต่ง วันเดือนปี และความมุ่งหมายที่แต่งไว้ครบถ้วน มีความสำคัญทั้งในด้านอักษรศาสตร์ ศาสนา และ สังคม ในทางอักษรศาสตร์ ให้ความรู้เกี่ยวกับภาษา เนื่องจากถ้อยคำสำนวนในหนังสือนี้ บางส่วนเก่าเสมอจารึกสมัย สุโขทัย แต่อาจมีข้อความสมัยหลังปนอยู่ด้วย แต่อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่มีความเก่าและน่าเชื่อถือได้มากกว่า หนังสือที่สันนิษฐานว่าเกิดในสมัยเดียวกัน คือ สุภาษิตพระร่วง ตำรับท้านศรีจุฬาลักษณ์ การพรรณนาความ ในหนังสือเล่มนี้นับว่าเป็นเลิศ ทำให้เกิดมโนภาพ เช่น เรื่องเกี่ยวพระอินทร์ เขาพระสุเมรุ ป่าหิมพานต์ ช้างเอราวัน เป็นต้น
ในด้านศาสนา นับว่าหนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นบาปบุญคุณโทษ สมความมุ่งหมายของผู้แต่ง ตรึงจิตของผู้ได้อ่าน ได้ฟัง มีผู้นำเรื่องราวบางตอนจากหนังสือนี้ไปวาดเป็นรูปภาพตามวัดก็มี ในทางสังคม หนังสือไตรภูมิพระร่วงสะท้อนถึงการศึกษาและการอบ รมศีลธรรม ในสมัยนั้นพระเจ้าแผ่นดิน เจ้านาย และราษฎรสามัญต่างใฝ่ใจในการศึกษา เล่าเรียนวิชาการทั่วไป ตลอดจนปรัชญาและจริยธรรมทาง ศาสนา พระเจ้าแผ่นทรงวางพระองค์เสมอบิดาและครูอาจารย์ของราษฎร ทรงสั่งสอนราษฎรด้วยพระองค์เอง สังคมสุโขทัยยึดมั่นในอุดมการณ์สูงสุด ยกย่องคุณงามความดี เชื่อมั่นในผลแห่งกรรม พากันบำเพ็ญทานและ สร้างปูชนียสถาน และถาวรวัตถุไว้ด้วยแรงศรัทธา

 
๕.ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์
ผู้แต่ง นางนพมาศ ธิดาพระศรีมโหสถกับนางเรวดี บิดาเป็นพราหมณ์ปุโรหิตในรัชกาลพระร่วงเจ้า ซึ่งสันนิษฐาน กันว่า เป็นพญาลิไท นางนพมาศได้รับการอบรมสั่งสอนจากบิดาทั้งทางจริยธรรมศึกษา พุทธธรรมศึกษา มีความรู้ ทั้งภาษาไทยและภาษาสันสกฤต ศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ การแต่งกลอน โหราศาสตร์ การขับร้อง และ การช่างสตรี นางนพมาศได้ถวายตัวรัยราชการในพระร่วงเจ้ามีความดีความชอบเป็นพิเศษ เช่น ประดิษฐ์โคมลอย ประทีป เป็นรูปดอกบัว ได้รับตำแหน่งเป็นสนมเอกมีบรรดาศักดิ์เป็นท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ประวัติ หนังสือเรื่องตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า เรวดีนพมาศ หรือนางนพมาศสมเด็จพระเจ้าบรม วงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยไว้ในคำนำฉบับพิมพ์ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ว่า เรื่องราว ของหนังสืออาจมีจริงแต่สำนวนภาษาคงจะแต่งขึ้นใหม่ระหว่างรัชกาลที่ ๒ กับรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชวินิจฉัยว่า "นพมาศ"เดิมคงหมายถึงพิธี๙ เดือนคือเว้นเข้าพรรษา ๓ เดือน ข้อความที่ยืนยันแจ้งชัดให้เห็นว่าหนังสือเรื่องนี้มีผู้แต่งเติมเพิ่มข้อความขึ้นใหม่ในภายหลัง คือ ตอนว่าด้วยชนชาติ ิฝรั่งเศสหลายชาติซึ่งยังไม่ได้เข้ามาในประเทศไทยในสมัยกรุงสุโขทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า อเมริกัน ก็เพิ่งเกิด ครั้งกรุงศรีอยุธยา เพราะฝรั่งช่างที่ทำแผนคนหนึ่งไปทำแผนที่ให้ปรากฏรู้ได้ชัดว่าเป็นทวีปหนึ่งต่างหาก มิใช่อินเดีย ฝ่ายตะวันตกดังที่เข้าใจมาแต่ก่อน จึงเรียกทวีปนั้นว่า อเมริกา นอกจากนี้ยังคงมีข้อความดังกล่าวถึงปืนใหญ่ซึ่งยัง ไม่มีในสมัยนั้นด้วย
ทำนองแต่ง เแต่งเป็นความเรียงร้อยแก้ว บางตอนเป็นบทดอกสร้อยซึ่งแต่งเติมภายหลัง
ความมุ่งหมาย เพื่อกล่าวถึงวัฒนธรรมด้านประเพณีที่ปฏิบัติกันอยู่ในสมัยสุโขทัย และเพื่อเป็นหลักในการประพฤติ ิปฏิบัติตนแก่ข้าราชการภายใน
เรื่องย่อ เริ่มต้นกล่าวถึงประเทศ ภาษาและชนชาติต่าง ๆ เช่น ชมพูประเทศ มัชฌิมประเทศ ปัจจันตประเทศ และสิงหลประเทศ แบ่งเป็นภาษาต่าง ๆ เช่น มคธพากย์ สยามพากย์ หริภุญชัยพากย์ กัมพุพากย์ และกล่าวถึง ชนชาติต่าง ๆ เช่น ไทย ลาว เขมร พม่า รามัญ และมาริกัน (อเมริกา ) ฯลฯต่อจากนั้นยอพระเกียรติพระร่วง เจ้า และสภาพควร เป็นอยู่ของชาวสุโขทัย ประวัตินางนพมาศตั้งแต่เยาว์วัยการศึกษา การรับราชการ ความดี ความชอบในขณะรับราชการ โดยประดิษฐ์โคมรูปดอกบัว พานหมากสองชั้นรับแขกเมืองและพานดอกไม้สำหรับบูชา พระรัตนตรัย บรรยายถึงธรรมของนางสนมตลอดจนพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป พระราชพิธีคเชนทรัศวสนาม พระราชพิธีจรดพระนังคัล เป็นต้น
 
ตัวอย่างบางตอน
ประวัติลอยกระทง
ครั้นถึงโคมรูปดอกบัวกระมุขข้าน้อย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรพลางตรัสชมว่า โคมอย่างนี้งาม ประหลาดยังหาไม่เคยมี เป็นโคมผู้ใดคิดกระทำ ท้าวศรีราชศักดิ์โสภากรายบังคมทูลว่า โคมของนางนพมาศธิดา พระศรีมโหสถ……จึงมีพระราชบริหารบำหยัดสาปสรรว่า แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศถึง กาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือนสิบสองพระราชพิธีจองเปรียงแล้ว ก็ให้กระทำโคมลอยเป็นรูปดอกกระมุท อุทิศสักการะบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน อันว่าโคมลอยรูปดอกกระมุทก็ปรากฏมาจนเท่า ทุกวันนี้ วิจารณ์นางใน บางคนงามพิมพ์พัตร์ผ่องดังนวลเดือน นัยน์เนตรตรคมขำยิ้มแล้วจึงกล่าววาจา แต่ประพฤติตนเหมือนด้วยปอมข่าง ไว้จริตกิริยาสูงส่งดังนี้ก็มี บางคนงามสวยระทวยทอดกรกรายชายนัยนาดัง สรแสลงแทงหทัย จะตกแต่งกายช่างช้าเสียทุกอย่าง ออกจากจวนก็จวนจะไม่ทันเพลาเฝ้า รับราชกิจพอเป็นบุญ กิริยาบ้างเล็กน้อยไม่นั่งนานตะหลิบแล่นเร็วเหมือนปูลมชมกันดี หนังสือเรื่องนาวนพมาศให้ความร็ทางขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นอันมาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยุ่หัวทรงใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการทรงพระราชพิธีสิบสองเดือนความสำคัญ อีกประการหนึ่ง การแสดงให้เห็นศิลปะการช่าวสตรี เช่น การประดิษฐ์โคมลอย และการจัดดอกไม้ เป็นต้น
หนังสือนี้เชื่อกันว่า ได้มีการดัดแปลงแต่งเติมภาษาและสำนวนผิดแผกไปจากของเดิมเป็นอันมาก
top

ประเพณีวันสงกรานต์
ความสำคัญ
      วันสงกรานต์ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยตั้งแต่สมัยโบราณ คำว่า สงกรานต์ แปลว่า การเคลื่อนหรือย้าย เมื่อใช้ในความหมายของคำขึ้นปีใหม่นั้น จึงหมายถึง วันที่พระอาทิตย์ย้ายจากราศีหนึ่งไปยังอีกราศีหนึ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นในทุกเดือน เรียกว่า สงกรานต์เดือน แต่วันที่ 13 เมษายนนั้นเรียกว่า สงกรานต์ปี หมายถึงการที่พระอาทิตย์ได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่จักรราศี (คือวงกลมเป็นรูปไข่บนท้องฟ้าซึ่งสมมุติว่า เป็นทางที่พระอาทิตย์ พระจันทร์ และดาวเคราะห์โคจรผ่านจักรราศี แบ่งเป็น 12 ส่วน หมายถึง 12 ราศี ซึ่งแต่ละราศีก็มีกลุ่มดาวอยู่ประจำราศีนั้น ๆ) เมษอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะตรงกับวันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันมหาสงกรานต์ วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า วันเนา และวันที่ 15 เมษายน เรียกว่า วันเถลิงศก วันสงกรานต์ในสมัยโบราณนั้นถือว่าเป็นช่วงแห่งการพักผ่อน เนื่องจากว่างเว้น จากฤดูกาลเก็บเกี่ยว รวมถึงเป็นช่วงฤดูร้อนทำให้เกิดประเพณีการละเล่นสาดน้ำกัน
 
ประวัติ
      ในสมัยโบราณได้ถือวันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่นั้น เนื่องจากประเทศที่อยู่ในแถบร้อนถือว่าช่วงเริ่มต้นฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ด้วยว่างเว้นจากการทำการเกษตร อีกทั้งอากาศที่หนาวเย็นก็ผ่านพ้นไปแล้ว ด้วยในช่วงฤดูหนาวนั้นเป็นช่วงที่ทุก ๆ อย่างนั้น หยุดนิ่งไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ก็หยุดผลิดอกออกผล สัตว์ทั้งหลายก็หยุดนิ่งนอนจำศีล ด้วยอากาศหนายวเย็นนั้นไม่สะดวกในการใช้ชีวิต หรือการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนั่นเอง
 
ตำนานกำเนิดสงกรานต์
      มีท่านเศรษฐีผู้หนึ่งไม่มีบุตรแต่ต้องการบุตรมาก ด้วยถูกนักเลงสุราที่บ้านใกล้นั้นกล่าวคำหยาบช้าต่อเศรษฐี ท่านเศรษฐีจึงกล่าวถามว่า “ เหตุใดท่านจึงกล่าวดูถูกเราผู้มีสมบัติมาก ” นักเลงสุราตอบกลับว่า “ ถึงแม้ท่านเป็นผู้มีสมบัติมาก แต่ท่านก็ไม่มีบุตร
 
      เมื่อเสียชีวิตแล้วสมบัติเหล่านี้ก็สูญเปล่า เรานั้นมีบุตรย่อมประเสริฐกว่า ” ท่านเศรษฐีจึงได้จัดพิธีบวงสรวงขอบุตร จากพระอาทิตย์และพระจันทร์ รอนานสามปีก็มิได้เกิดบุตร เมื่ออาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ ท่านเศรษฐี จึงพาบริวารไปบวงสรวงขอบุตรจากพระไทร พระไทรมีความเมตตาสงสารเศรษฐีผู้นี้จึงได้ขึ้นไปบนสวรรค์ทูลขอบุตรจากพระอินทร์ให้แก่เศรษฐีผู้นั้น พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลกุมารเทวบุตรลงมาเกิดเป็นบุตรของท่านเศรษฐี เมื่อภรรยาของท่านเศรษฐีคลอดบุตร ท่านเศรษฐีได้ปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำ และตั้งชื่อให้ว่า ธรรมบาลกุมาร ธรรมบาลกุมารนี้เป็นเด็กที่มีปัญญาเฉลียวฉลาดอย่างมาก เรียนรู้ไตรเทพจบเมื่ออายุ 7 ขวบ อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้ภาษานกได้อีก ความดังกล่าวได้รู้ถึงท้าวกบิลพรหม ท่านจึงต้องการที่จะทดสอบปัญญาของธรรมบาลกุมาร ท้าวกบิลพรหมจึงได้เสด็จลงมายังโลกมนุษย์ ถามปัญหาธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ คือ
 
ข้อที่ 1 เช้าราศีสถิตอยู่แห่งใด
ข้อที่ 2 เที่ยงราศรสถิตอยู่แห่งใด
ข้อที่ 3 ค่ำราศีสถิตอยู่แห่งใด
 
กิจกรรมวันสงกรานต์
1. ทำบุญตักบาตร ทั้งนี้เพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่ชีวิต
2. ปล่อยนกปล่อยปลา คนไทยมีความเชื่อว่าการปล่อยนกปล่อยปลาถือว่าเป็นการอโหสิกรรมและการชำระบาปในส่วนที่ตนเป็นผู้ก่อ อีกทั้งทำให้เคราะห์ร้ายที่จะเกิดขึ้นหมดไป
3. ให้ทานแก่ผู้ที่ขัดสน เช่น คนชรา เด็กพิการ เด็กกำพร้า เป็นต้น
4. สรงน้ำพระพุทธรูป และสรงน้ำพระภิกษุสามเณร
5. การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ ได้แก่ บิดา มารดา ญาติผู้ใหญ่ และบุคคลที่มีพระคุณ การรดน้ำผู้ใหญ่ในวันสงกรานต์ด้วยต้องการขอขมาสิ่งที่อาจจะล่วงเกินผู้ใหญ่ ในบางครั้ง รวมถึงเป็นการขอพรเพื่อเป็นสิริมงคล และข้อคิดเตือนใจแก่ตนเอง อีกทั้งเพื่อเป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณอีกด้วย การรดน้ำ ถือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ซึ่งแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีของบุตรหลานที่มีต่อบุพการีและญาติผู้ใหญ่
top

งานนมัสการหลวงพ่อปานและแข่งเรือพายประจำปี
งานนมัสการหลวงพ่อปาน
      เป็นงานประจำปีของอำเภอบางบ่อสืบต่อกันมาเป็นเวลาหลายสิบปี จนกลายเป็นประเพณีสำคัญของชาวอำเภอบางบ่อ และประชาชนใกล้เคียง แม้ท่านได้มรณภาพมากกว่า 50 ปีแล้ว ความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนก็มิได้เสื่อมถอย ซึ่งจัด 2 ที่คือ ที่วัดมงคลโคธาวาส และที่ที่ว่าการอำเภอบางบ่อ ในเขตตำบลบางบ่อ งานนมัสการหลวงพ่อปาน ได้มีการจัดงานที่ว่าการอำเภอบางบ่อ ในสมัยหลวงสกลผดุงเขต ซึ่งเป็นนายอำเภอบางบ่อในขณะนั้นเห็นควรที่จะให้จัดงานประเพณีสืบต่อเนื่องกันสำหรับชาวบางบ่อเช่นเดียวกับงานรับบัวของอำเภอบางพล
 
งานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์
จึงได้กำหนดให้มีงานนมัสการหลวงพ่อปานของชาวอำเภอบางบ่อขึ้นต่อจากงานที่ทางวัดมงคลโคธาวาสได้จัดมาแล้วอีก 3 วัน คือ วันขึ้น 8-10 ค่ำ เดือน 12 ในปี พ.ศ.2480 ทางอำเภอได้กำหนดให้มีการจัดขบวนแห่รูปของหลวงพ่อปาน จากวัดมงคลโคธาวาสไปประดิษฐ์ที่ปะรำพิธีในบริเวณที่ว่าการอำเภอบางบ่อ แล้วเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปปิดทองนมัสการ มีการละเล่นต่าง ๆ เช่น ลิเก รำวง ลำตัด เพลงฉ่อย ภาพยนตร์ เป็นต้น ต่อมาทางอำเภอเห็นว่าการแห่เทียนรูปหลวงพ่อปานจากวัดมงคลโคธาวาสมาที่ว่าการอำเภอไม่สะดวกหลายประการ จึงได้หล่อรูปจำลองไว้ที่ประจำที่อำเภอ โดยมณฑปสำหรับประดิษฐานไว้ที่ใกล้ ๆ โรงพยาบาลบางบ่อเพื่อให้ประชาชนที่ผ่านมาได้นมัสการ เป็นสถานที่ที่สำคัญของอำเภอบางบ่อจนปัจจุบันนี้
 

top


 
 
     
 
 

© สงวนลิขสิทธิ์ ๒๐๐๕ - ๒๐๐๖ โดย สำนักงานเทศบาลตำบลบางบ่อ